เที่ยวยุโรปด้วยตัวเอง วันที่ 1 ลักเซมเบิร์ก

เนื้อแผ่นบางๆ นาบบนแผ่นหินร้อนๆ

แบบได้ยินเสียงเนื้อสุกซู่ๆๆๆๆ

พร้อมกลิ่นหอมของเนื้อที่โชยมาเตะจมูก …

ฟินมากสำหรับคนชอบเนื้ออย่างฉัน

แต่ฉันได้แค่ฟิน ไม่ได้กินกับเขาหรอก

เพราะฉันสั่งอาหารธรรมดา 🙂

:::


วันที่ 1 #ทริปเปิดกะลา   #เที่ยวลักเซมเบิร์ก

วันที่ ๑

เราออกเดินทางกันแต่เช้ามืดโดยบินจากเมือง Gothenburg

แล้วไปต่อเครื่องที่ Copenhagen (เดนมาร์ก)

เพราะตั๋วถูกกว่าการบินตรง

และที่เราต้องบินจาก Gothenburg

ทั้งๆ ที่บ้านของพวกเราอยู่ใกล้สนามบิน Arlanda มากกว่า

ก็เพราะว่าเราไม่คนดูแมวให้

ต้องเอาแมวไปฝากแม่ย่าที่บ้านพักตากอากาศใกล้ๆ Gothenburg

การเดินทางผ่านไปด้วยดี

แต่ทุกคนเหนื่อยมาก ง่วงมาก

เพราะอดนอนในคืนก่อนหน้า เพื่อจะได้ขึ้นเครื่องได้ทัน

ถามฉันว่าคุ้มไหม ฉันว่าไม่คุ้ม

ความเหนื่อยล้า การอดหลับอดนอน

กับการประหยัดค่าเครื่องพันกว่าโครนต่อคน ไม่น่าจะคุ้ม

แต่เนื่องจากไม่ได้จองเอง มอบหมายให้แฟนจองให้ ก็ “อย่าบ่นจ๊ะสาว”

ลูกชายฉันบ่น ฉันจึงบอกเขาอย่างที่ฉันบอกเป็นประจำว่า

“ถ้าคนอื่นทำแล้วไม่ถูกใจ ให้ทำเอง อย่าบ่น”

เราเลยตกลงกันว่า คราวหน้าเราจะอาสาเป็นคนจองตั๋วเอง


เอาจริงๆ นะ หนังสือหลายเล่มและคอร์สหลายคอร์สที่ฉันเปิดสอน

มีจุดกำเนิดมาจากหลักการใช้ชีวิตแบบนี้ คือ

เห็นปัญหาแล้วลงมือแก้ปัญหานั้น ไม่เสียเวลาบ่น

:::

เนื่องจากเราเดินทางกันสามคน

และเราจะไปหลายประเทศ

วิธีที่ถูก สะดวก และประหยัดเวลามากที่สุดคือการเช่ารถ

ขับเที่ยวกันเอง

เราจองรถเช่าล่วงหน้า

โดยรับรถที่สนามบิน Zaventem ที่ Brussels เลย

สะดวกสบายมาก ลงเครื่องแล้วเดินไปรับรถได้เลย

สะดวกกว่าการเช่ารถที่สนามบิน Arlanda มาก

เพราะที่ Arlanda ต้องนั่งรถเมล์เพื่อไปรับรถเช่า

แต่ข้อเสียของการเช่ารถที่ Brussels คือ

พอพวกเราบอกว่าขอเพิ่มคนขับเป็น ๒ คน

เขาคิดเงินเพิ่มวันละ ๑๐ ยูโร

เราเช่ากัน ๗ วันก็ต้องจ่ายเพิ่ม ๗๐ ยูโร

ยังไงก็ต้องยอม เพราะว่ามีคนขับสองคน ดีกว่าคนเดียว

ฉันเคยเช่ารถที่สวีเดน ไม่เคยเห็นเขาคิดเงินเพิ่ม

:::

เมื่อเรารับรถเสร็จแล้ว

เรารีบมุ่งหน้าไปยังที่พักที่ประเทศ Luxembourg เลย

แต่ระหว่างทางเราหิว เลยแวะทานอาหารที่เมือง Rochefort

ลูกชายของฉันเลือกร้าน Le Luxembourg

ซึ่งเป็นร้านที่เชี่ยวชาญเมนูเนื้อ

ถูกใจฉันมาก เพราะฉันเป็นคนชอบเนื้อมาก

แต่หลังๆ กินเนื้อน้อยลง เพราะอายุเริ่มมากขึ้น ย่อยยาก

และเนื้อที่ร้านค้าแถวบ้านแพงมาก เพราะเป็นร้านขนาดเล็กในชนบท

เวลาทานอาหารที่ร้านฝรั่ง ฉันมักจะสั่งเนื้อ

เพราะไหนๆ ก็จะต้องจ่ายอยู่แล้ว

เพิ่มเงินอีกนิดก็ได้ทานเนื้อดีๆ แล้ว

นิสัยอีกอย่างของฉันคือ

ถ้ามีอะไรดีอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องเปลี่ยน

ดังนั้นฉันจะกินอาหารที่รู้ว่าชอบ ไม่ค่อยลองสิ่งใหม่ ๆ

วันนั้นฉันจึงสั่งเนื้อสเต็กตามปกติ

ส่วนลูกชายและแฟนของฉันสั่งอาหารพื้นเมือง

คือ เนื้อนาบหินร้อน โดยจะเสิร์ฟเนื้อเป็นก้อนใหญ่ ๑ ก้อน บนหินที่อุณภูมิร้อน

แบบพอหั่นเนื้อบางๆ นาบบนแผ่นหิน เนื้อสุกเลย

ปกติภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า Pierrade

ของร้านนี้พิเศษตรงที่ให้ลูกค้าหั่นเนื้อเองเลย

และเนื้อนั้นผ่านการหมักเบียร์มาอย่างฉ่ำเลย

ฉันชิมคำสองคำ สัมผัสได้ถึงกลิ่นเบียร์ที่ติดกับเนื้อ

เนื้อแผ่นบางๆ นาบบนแผ่นหินร้อนๆ

แบบได้ยินเสียงเนื้อสุกซู่ๆๆๆๆ

พร้อมกลิ่นหอมของเนื้อที่โชยมาเตะจมูก …

ฟินมากสำหรับคนชอบเนื้ออย่างฉัน

แต่ฉันได้แค่ฟิน ไม่ได้กินกับเขาหรอก

เพราะฉันสั่งอาหารธรรมดา 🙂

เนื้อเสิร์ฟมาพร้อมกับเฟรนช์ฟรายส์ หรือมันฝรั่งบดทำเป็นก้อนๆ แล้วทอด

และมีซ้อสมาให้ด้วยสามอย่าง

อาหารมื้อแรกประทับใจมาก

หลังทานอาหารเสร็จ

เราก็เปลี่ยนให้ฉันขับแทน

ให้แฟนพักผ่อน

ฉันขับข้ามประเทศไปยังลักเซมเบิร์ก

:::

เราเลือกจองที่พักจากบุคคลธรรมดาผ่านแอพ Booking

ดูเหมือนเข้าของจะแบ่งห้องชั้นบนสุดให้คนเช่า

ทั้งแบบประจำ และแบบชั่วคราวอย่างพวกเรา

ที่พักชื่อ A & K Guest House

ราคาสำหรับ ๓ คน ประมาณ ๑๒๐ ยูโร

ถือว่าถูกมาก คุณภาพก็ตามราคา

เท่าที่เดินเล่นใกล้ๆ ที่พัก และไปซื้อของกินในร้านใกล้ที่พัก

พวกเราสรุปได้ว่า ที่พักอยู่เขตชานเมือง

ที่ไม่น่าจะเป็นพื้นที่ของคนมีฐานะอยู่

คนส่วนใหญ่ที่เห็น เป็นชาวต่างชาติ

ผู้ให้เช่าของพวกเรา ก็เป็นชาวต่างชาติ

ฉันบอกลูกว่า

“ถ้าพื้นที่ชานเมืองที่คนต่างชาติอยู่เยอะ ยังสงบ และดูดีขนาดนี้

พื้นที่อื่นๆ จะขนาดไหน … มันสุดยอดมากเลย”

:::

เจ้าของห้องพักน่ารักและมีน้ำใจมาก

เขาให้เราทานของที่อยู่ในห้องครัวได้เลย

ทำให้ลดภาระให้การซื้อของ และต้องขนของที่เหลือไปด้วย

เราทานแยมนิดหน่อย และทานมุสลี่กับนม

ปรากฎว่าแยมที่ทาน ไม่น่าจะเป็นของเจ้าของที่พัก

แต่เป็นของแขกที่เช่าประจำอีกคน หุหุ

พวกเราเลยวางเงินไว้ให้เขาในตู้เย็น และเขียนจดหมายขอโทษ

:::

ทริปนี้ฉันพกกระเป๋าเย็นใบเล็กๆ ไปด้วยสองใบ

และเอาน้ำขวดเล็กๆ แช่แข็งไว้ เพื่อใส่ในกระเป๋าเย็น

ใช้เป็นตู้เย็นเคลื่อนที่ได้ระหว่างเดินทาง

พอน้ำแข็งในขวดละลาย ก็ดื่มได้ แล้ววันถัดไป

ก็เติมน้ำใหม่ แช่ใหม่ วนไปแบบนี้เรื่อยๆ

:::

วันแรกพวกเราหลับกันตั้งแต่หัวค่ำกันทุกคน

ฉันหลับสบายที่สุด แต่ลูกชายหลับไม่ค่อยสนิท

เพราะเราสามคนนอนห้องเดียวกัน แล้วแฟนกับฉันกรนเสียงดังมากทั้งสองคน

เราเลยปรับแผนว่า ต่อไปเราจะนอนแยกห้องกัน

:::

โปรดติดตามตอนต่อไป

เพื่อดูว่าทฤษฎีของฉันจริงไหม ว่าถ้าชานเมืองยังดูดีขนาดนี้

แล้วพื้นที่อื่นๆ จะดูดีขนาดไหน

ปล. โพสต์ภาพเสร็จ ฉันว่าเนื้อที่ลูกทานมันคือเนื้อหมู … (เขาไม่ชอบหมู) หุหุ